สมุนไพร,จำหน่ายสมุนไพร
ลูกอมย่ายิ้ม

ลูกอมย่ายิ้ม

ลูกอมย่ายิ้ม

จำหน่ายสินค้าสมุนไพรทุกชนิด ทั้งแบบขายปลีก ขายส่ง ส่งทั่วประเทศ แต่ต่างประเทศบางประเทศ

ThaiherbDD.com ร้านขายปลีกขายส่ง สมุนไพรไทย

จำหน่ายสินค้าสมุนไพรทุกชนิด ทั้งแบบขายปลีก ขายส่ง ส่งทั่วประเทศ แต่ต่างประเทศบางประเทศ

พร้อมส่งแล้ววันนี้ ทั่วประเทศ

สินค้าสมุนไพรขายส่ง

พร้อมส่งแล้ววันนี้ ทั่วประเทศ

ลูกอมย่ายิ้ม

มะเร็งต่อมลูกหมาก

 

มะเร็งต่อมลูกหมาก
 
 
มะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนใหญ่ไม่มีอาการแสดง และอาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปตรวจเช็กสุขภาพกับแพทย์ บางรายอาจมีอาการถ่ายปัสสาวะลำบากแบบเดียวกับอาการของต่อมลูกหมากโต
 
มะเร็งชนิดนี้มักลุกลามช้า และสามารถมีชีวิตเป็นปกติสุขและยืนยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่ไม่มีอาการแสดง
 
ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ผู้ที่ไม่มีอาการแสดงไปตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้ด้วยการตรวจหาระดับสารพีเอสเอในเลือด เพราะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าได้ประโยชน์เท่าที่ควร
 
 
 ชื่อภาษาไทย
มะเร็งต่อมลูกหมาก
 
 
 ชื่อภาษาอังกฤษ
Prostate cancer
 
 
 สาเหตุ
ยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน (androgen) ได้แก่ เทสโทสเทอโรน (testosterone) ร่วมกับปัจจัยทางกรรมพันธุ์ (พบว่าผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องเป็นโรคนี้ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดนี้มากกว่าคนทั่วไป) อาหาร (มะเร็งชนิดนี้พบมากในคนอ้วน ผู้ที่กินเนื้อแดงหรือไขมันมาก กินผักผลไม้น้อย) การทำหมัน (พบว่าผู้ชายที่ทำหมันเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำหมัน) และการมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนในเลือดสูง (เช่น การใช้ฮอร์โมนชนิดนี้เป็นเวลานานๆ)
 
 
 อาการ
มะเร็งชนิดนี้มักมีการลุกลามช้า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดง อาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปตรวจเช็กสุขภาพ
 
 
 ในรายที่มะเร็งลุกลามเป็นก้อนโตจนเกิดภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ก็จะมีอาการแบบเดียวกับต่อมลูกหมากโต กล่าวคือจะเกิดอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ต้องออกแรงเบ่งหรือรอนานกว่าจะถ่ายปัสสาวะออกมาได้ ทำให้ใช้เวลาในการถ่ายปัสสาวะนาน ปัสสาวะไม่พุ่ง ลำปัสสาวะเบี้ยวหรือเล็กลง มีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด และปัสสาวะบ่อย หลังเข้านอนตอนกลางคืนต้องลุกขึ้นปัสสาวะบ่อย
บางรายอาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีเลือดออกปนมากับน้ำอสุจิ
ในรายที่มะเร็งแพร่กระจาย ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด
ถ้ามะเร็งแพร่ไปกระดูกสันหลัง ซี่โครง หรือเชิงกราน จะมีอาการปวดหลัง ซี่โครง หรือเชิงกราน
ถ้าแพร่ไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณต้นขาจะมีอาการขาบวม
ถ้าแพร่ไปที่ประสาทสันหลังจะมีอาการขาชาและอ่อนแรง
ถ้าแพร่ไปที่สมองจะมีอาการปวดศีรษะ เดินเซ แขนขาอ่อนแรง
 
 
 การแยกโรค
ในรายที่มีอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ต้องออกแรงเบ่งนานหรือปัสสาวะไม่พุ่ง ลำปัสสาวะเบี้ยวหรือเล็กลง อาจต้องแยกออกจากโรคต่อมลูกหมากโต โดยการตรวจเลือดดูระดับสารพีเอสเอ (มักพบว่าสูงในมะเร็งต่อมลูกหมาก) และการตรวจชิ้นเนื้อ
 
ในรายที่ถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด อาจเกิดจากเนื้องอกของทางเดินปัสสาวะ หรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
 
  การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้โดยการใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก คลำพบว่าต่อมลูกหมากเป็นก้อนแข็งหรือขรุขระ ตรวจพบสารพีเอสเอ (prostate specific antigen-PSA) ในเลือดสูง และทำการตรวจอัลตราซาวนด์ต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก (transrectal ultrasound-TRUS) และตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์
ในรายที่สงสัยว่ามะเร็งมีการแพร่กระจาย แพทย์อาจทำการตรวจสแกนกระดูก (bone scan) ถ่ายภาพด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
แพทย์จะกำหนดระยะของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากไว้ ดังนี้
ระยะที่ ๑. เป็นระยะเริ่มแรกสุด ที่เริ่มมีการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง ซึ่งแพทย์ยังไม่สามารถคลำพบด้วยนิ้วมือ
 
ระยะที่ ๒. ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้นจนคลำพบได้ด้วยนิ้วมือ แต่ยังจำกัดขอบเขตอยู่ภายในต่อมลูกหมาก
 
ระยะที่ ๓. มะเร็งลุกลามออกนอกต่อมลูกหมากไปยังอวัยวะที่อยู่ข้างเคียง
ระยะที่ ๔. มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง หรือผ่านกระแสเลือดไปยังกระดูก ประสาทไขสันหลัง สมอง หรืออวัยวะอื่นๆ
 
  การดูแลตนเอง
เมื่อสังเกตพบว่ามีอาการถ่ายปัสสาวะผิดปกติ เช่น ถ่ายลำบาก เบ่งนาน ปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะลำเล็กหรือลำเบี้ยว กลางคืนต้องลุกขึ้นถ่ายปัสสาวะบ่อย หรือมีเลือดปนในปัสสาวะหรือน้ำอสุจิ ควรจะรีบไปปรึกษาแพทย์
 
ถ้าพบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ควรติดตามรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (มักจะเป็นศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ หรือหมอยูโร หรือ urologist และแพทย์โรคมะเร็ง) อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากมะเร็งต่อมลูกหมากมักจะมีการลุกลามช้า และการบำบัดรักษาสามารถควบคุมโรคได้ค่อนข้างดี ทำให้มีชีวิตได้ยืนยาว ผู้ป่วยจึงควรดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติ และควรดูแลสุขภาพของตนเองดังนี้
  ออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน
 
 นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
 
 กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ โดยเน้นผัก ผลไม้ให้มากๆ กินโปรตีนจากปลา ถั่วเหลือง และเต้าหู้ ลดเนื้อแดง ไขมัน และน้ำตาล
 
  ผ่อนคลายความเครียดด้วยการทำงานอดิเรกที่ชอบ (เช่น ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ วาดภาพ เล่นดนตรี ร้องเพลง เต้นรำ) เจริญสมาธิและสติ พูดคุยปรับทุกข์กับญาติมิตรสนิท เข้าสมาคมสังสรรค์กับผู้คนต่างๆ รวมทั้งทำงานจิตอาสา หรือสาธารณกุศล
 
 หากมีโอกาสควรเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มมิตรภาพบำบัดโรคมะเร็ง
 
  การรักษา
แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาตามความรุนแรง (มะเร็งลุกลามเร็วหรือช้า) ระยะของโรคที่เป็น อายุของผู้ป่วย รวมทั้งคำนึงถึงผลดีผลเสียของวิธีการรักษา
 
 ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งระยะแรกเริ่ม (ระยะที่ ๑) ไม่มีอาการแสดง (ตรวจพบโดยบังเอิญ) แพทย์จะไม่ให้การรักษาใดๆ แต่จะเฝ้าติดตามดูการเปลี่ยนแปลงโดยการตรวจระดับสารพีเอสเอและการใช้นิ้วตรวจทางทวารหนักเป็นระยะๆ ถ้าจำเป็นอาจทำการตรวจชิ้นเนื้อ
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีชีวิตที่เป็นปกติสุขอยู่ได้เป็นเวลานาน เนื่องจากมะเร็งมีการลุกลามช้า ไม่คุ้มกับความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจากวิธีบำบัดรักษา เช่น กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น
แต่ถ้าติดตามแล้วพบว่ามะเร็งมีการลุกลามมากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัด หรือรังสีบำบัด
 
  ผู้ที่มีสุขภาพทรุดโทรม หรือมีโรคประจำตัวร้ายแรง (เช่น โรคหัวใจ) หรือคาดว่าอยู่นานไม่ถึง ๑๐ ปี หรือมีอายุมากเป็นอุปสรรคต่อการผ่าตัดหรือฉายรังสี แพทย์ก็อาจไม่ให้การรักษาใดๆ และเฝ้าติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของโรค ในทำนองเดียวกัน
 
 ผู้ป่วยที่มะเร็งยังจำกัดอยู่เฉพาะที่ต่อมลูกหมาก และมีอายุต่ำกว่า ๖๕ ปี หรือคาดว่าสามารถอยู่ได้นานเกิน ๑๐ ปี มักจะทำการผ่าตัดต่อมลูกหมาก ซึ่งมีอยู่หลายวิธี รวมทั้งวิธีใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
การผ่าตัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น กลั้นปัสสาวะไม่ได้ นกเขาไม่ขัน (องคชาตไม่แข็งตัว)
 
  ผู้ป่วยที่มะเร็งยังจำกัดอยู่เฉพาะที่ต่อมลูกหมาก แต่มีอายุมาก หรือสุขภาพทรุดโทรม หรือปฏิเสธการผ่าตัด หรือผู้ป่วยที่มะเร็งเริ่มลุกลามออกไปที่บริเวณรอบๆ ต่อมลูกหมาก แพทย์มักจะให้การรักษาด้วยรังสีบำบัด ซึ่งมีทั้งวิธีฉายรังสีจากภายนอกเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก หรือการฝังเม็ดรังสี (radioactive seeds) ไว้ในเนื้อมะเร็ง
รังสีบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการเจ็บปวดขณะถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ ปัสสาวะบ่อยหรือต้องรีบเข้าห้องน้ำทันทีที่มีความรู้สึกปวดปัสสาวะ ถ่ายอุจจาระเหลว นกเขาไม่ขัน
 
  ผู้ป่วยที่มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วแล้วหรือค่าพีเอสเอเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ หรือผู้ป่วยอายุน้อยที่เป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง แพทย์มักจะให้ฮอร์โมนบำบัด โดยการให้ยาต้านแอนโดรเจนชนิดเม็ด (เช่น bicaltumide, nilutamide, flutamide) หรือฉีดยายับยั้งฮอร์โมน luteinizing hormone-releasing hormone (LH-RH) ทำให้อัณฑะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (เช่น leuprorelin, goserelin)
 
บางรายแพทย์อาจทำการผ่าตัดอัณฑะออกทั้ง ๒ ข้าง เพื่อไม่ให้มีการสร้างฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเทอโรน)
 
 
การทำฮอร์โมนบำบัดลดปริมาณเทสโทสเทอโรนจะช่วยให้ก้อนมะเร็งฝ่อเล็กลง
นอกจากใช้กับมะเร็งที่แพร่กระจายแล้ว บางครั้งแพทย์ก็อาจนำไปใช้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือในผู้ป่วยก่อนหรือหลังให้รังสีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการรักษา
 
ฮอร์โมนบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น นกเขาไม่ขัน น้ำหนักขึ้น ร้อนวูบวาบตามตัว สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก และหากใช้นานๆ อาจทำให้เกิดโรคหัวใจได้
 
หลังการรักษาไม่ว่าด้วยวิธีใด แพทย์จะติดตามตรวจระดับสารพีเอสเอในเลือดเป็นระยะ ถ้าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แสดงว่าโรคสงบหรือทุเลา แต่ถ้ามีค่าสูงขึ้นก็แสดงว่าโรคอาจกำเริบขึ้นอีก
 
 
 ภาวะแทรกซ้อน
มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดอาการทุกข์ทรมานหรือพิการ (เช่น ปวดหลัง ปวดกระดูก แขนขาอ่อนแรง) และอายุสั้น
นอกจากนี้ โรคนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการนกเขาไม่ขันและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งอาจเกิดจากตัวโรคเองหรือเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาก็ได้
 
 
 การดำเนินโรค
ขึ้นกับความรุนแรง ระยะของโรค อายุผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษา
ถ้าเป็นระยะแรกเริ่ม เป็นมะเร็งชนิดลุกลามช้า หรือไม่มีอาการแสดง มักจะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว
 
  การป้องกัน
ถึงแม้มะเร็งชนิดนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด และหาทางป้องกันได้ยาก แต่การปฏิบัติตัวต่อไปนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และชะลอการลุกลามของโรค
 ลดอาหารมัน
 
 กินผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช ถั่วเหลือง และเต้าหู้ให้มากๆ
 
 กินมะเขือเทศ (ที่ปรุงสุก) แตงโม มะละกอสุก และฝรั่งไส้ชมพูให้มากๆ ซึ่งมีสารไลโคพีน (lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง
 
 ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน
 
 ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
 
  การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง
ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ เช่น การตรวจสารพีเอสเอในเลือด การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก เพราะยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีประโยชน์ เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่ไม่มีอาการแสดงมักเป็นมะเร็งชนิดเจริญช้า ไม่แพร่กระจายออกนอกต่อมลูกหมากและสามารถมีชีวิตที่เป็นปกติเป็นเวลายาวนาน
 
นอกจากนี้ การตรวจคัดกรองโรคด้วยการตรวจสารพีเอสเอในเลือดยังขาดความแม่นยำ มีโอกาสพบผลบวกลวง (false positive หมายถึงตรวจพบระดับของพีเอสขึ้นสูงซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง ไม่ใช่เกิดจากมะเร็ง) ค่อนข้างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ไม่จำเป็นและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
 
ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงผลดีผลเสียของการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้
 
 
 ความชุก
โรคนี้พบมากเป็นอันดับ ๕ ของมะเร็งที่พบในผู้ชาย มักพบในผู้ชายอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ส่วนในช่วงอายุ ๔๐-๖๐ ปีอาจพบได้ แต่น้อย
 
ผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป
คนอ้วนที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ มักเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง และรักษายากกว่าคนที่ไม่อ้วน
 
 การทำฮอร์โมนบำบัดลดปริมาณเทสโทสเทอโรนจะช่วยให้ก้อนมะเร็งฝ่อเล็กลง
นอกจากใช้กับมะเร็งที่แพร่กระจายแล้ว บางครั้งแพทย์ก็อาจนำไปใช้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือในผู้ป่วยก่อนหรือหลังให้รังสีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการรักษา
 
ฮอร์โมนบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น นกเขาไม่ขัน น้ำหนักขึ้น ร้อนวูบวาบตามตัว สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก และหากใช้นานๆ อาจทำให้เกิดโรคหัวใจได้
 
หลังการรักษาไม่ว่าด้วยวิธีใด แพทย์จะติดตามตรวจระดับสารพีเอสเอในเลือดเป็นระยะ ถ้าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แสดงว่าโรคสงบหรือทุเลา แต่ถ้ามีค่าสูงขึ้นก็แสดงว่าโรคอาจกำเริบขึ้นอีก
 
 
 ภาวะแทรกซ้อน
มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดอาการทุกข์ทรมานหรือพิการ (เช่น ปวดหลัง ปวดกระดูก แขนขาอ่อนแรง) และอายุสั้น
นอกจากนี้ โรคนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการนกเขาไม่ขันและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งอาจเกิดจากตัวโรคเองหรือเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาก็ได้
 
  การดำเนินโรค
ขึ้นกับความรุนแรง ระยะของโรค อายุผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษา
ถ้าเป็นระยะแรกเริ่ม เป็นมะเร็งชนิดลุกลามช้า หรือไม่มีอาการแสดง มักจะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว
 
  การป้องกัน
ถึงแม้มะเร็งชนิดนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด และหาทางป้องกันได้ยาก แต่การปฏิบัติตัวต่อไปนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และชะลอการลุกลามของโรค
 ลดอาหารมัน
 
 กินผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช ถั่วเหลือง และเต้าหู้ให้มากๆ
 
 กินมะเขือเทศ (ที่ปรุงสุก) แตงโม มะละกอสุก และฝรั่งไส้ชมพูให้มากๆ ซึ่งมีสารไลโคพีน (lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง
 
 ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน
 
 ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
 
  การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง
ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ เช่น การตรวจสารพีเอสเอในเลือด การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก เพราะยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีประโยชน์ เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่ไม่มีอาการแสดงมักเป็นมะเร็งชนิดเจริญช้า ไม่แพร่กระจายออกนอกต่อมลูกหมากและสามารถมีชีวิตที่เป็นปกติเป็นเวลายาวนาน
 
นอกจากนี้ การตรวจคัดกรองโรคด้วยการตรวจสารพีเอสเอในเลือดยังขาดความแม่นยำ มีโอกาสพบผลบวกลวง (false positive หมายถึงตรวจพบระดับของพีเอสขึ้นสูงซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง ไม่ใช่เกิดจากมะเร็ง) ค่อนข้างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ไม่จำเป็นและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
 
ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงผลดีผลเสียของการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้
 
 
 ความชุก
โรคนี้พบมากเป็นอันดับ ๕ ของมะเร็งที่พบในผู้ชาย มักพบในผู้ชายอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ส่วนในช่วงอายุ ๔๐-๖๐ ปีอาจพบได้ แต่น้อย
 
ผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป
คนอ้วนที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ มักเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง และรักษายากกว่าคนที่ไม่อ้วน
 
 
 การทำฮอร์โมนบำบัดลดปริมาณเทสโทสเทอโรนจะช่วยให้ก้อนมะเร็งฝ่อเล็กลง
นอกจากใช้กับมะเร็งที่แพร่กระจายแล้ว บางครั้งแพทย์ก็อาจนำไปใช้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือในผู้ป่วยก่อนหรือหลังให้รังสีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการรักษา
 
ฮอร์โมนบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น นกเขาไม่ขัน น้ำหนักขึ้น ร้อนวูบวาบตามตัว สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก และหากใช้นานๆ อาจทำให้เกิดโรคหัวใจได้
 
หลังการรักษาไม่ว่าด้วยวิธีใด แพทย์จะติดตามตรวจระดับสารพีเอสเอในเลือดเป็นระยะ ถ้าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แสดงว่าโรคสงบหรือทุเลา แต่ถ้ามีค่าสูงขึ้นก็แสดงว่าโรคอาจกำเริบขึ้นอีก
 
  ภาวะแทรกซ้อน
มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดอาการทุกข์ทรมานหรือพิการ (เช่น ปวดหลัง ปวดกระดูก แขนขาอ่อนแรง) และอายุสั้น
นอกจากนี้ โรคนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการนกเขาไม่ขันและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งอาจเกิดจากตัวโรคเองหรือเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาก็ได้
 
  การดำเนินโรค
ขึ้นกับความรุนแรง ระยะของโรค อายุผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษา
ถ้าเป็นระยะแรกเริ่ม เป็นมะเร็งชนิดลุกลามช้า หรือไม่มีอาการแสดง มักจะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว
 
 
 การป้องกัน
ถึงแม้มะเร็งชนิดนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด และหาทางป้องกันได้ยาก แต่การปฏิบัติตัวต่อไปนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และชะลอการลุกลามของโรค
 ลดอาหารมัน
 
 กินผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช ถั่วเหลือง และเต้าหู้ให้มากๆ
 
 กินมะเขือเทศ (ที่ปรุงสุก) แตงโม มะละกอสุก และฝรั่งไส้ชมพูให้มากๆ ซึ่งมีสารไลโคพีน (lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง
 
 ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน
 
 ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
 
  การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง
ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ เช่น การตรวจสารพีเอสเอในเลือด การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก เพราะยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีประโยชน์ เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่ไม่มีอาการแสดงมักเป็นมะเร็งชนิดเจริญช้า ไม่แพร่กระจายออกนอกต่อมลูกหมากและสามารถมีชีวิตที่เป็นปกติเป็นเวลายาวนาน
 
นอกจากนี้ การตรวจคัดกรองโรคด้วยการตรวจสารพีเอสเอในเลือดยังขาดความแม่นยำ มีโอกาสพบผลบวกลวง (false positive หมายถึงตรวจพบระดับของพีเอสขึ้นสูงซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง ไม่ใช่เกิดจากมะเร็ง) ค่อนข้างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ไม่จำเป็นและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
 
ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงผลดีผลเสียของการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้
 
 
 ความชุก
โรคนี้พบมากเป็นอันดับ ๕ ของมะเร็งที่พบในผู้ชาย มักพบในผู้ชายอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ส่วนในช่วงอายุ ๔๐-๖๐ ปีอาจพบได้ แต่น้อย
 
ผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป
คนอ้วนที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ มักเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง และรักษายากกว่าคนที่ไม่อ้วน
 
 
 
การทำฮอร์โมนบำบัดลดปริมาณเทสโทสเทอโรนจะช่วยให้ก้อนมะเร็งฝ่อเล็กลงนอกจากใช้กับมะเร็งที่แพร่กระจายแล้ว บางครั้งแพทย์ก็อาจนำไปใช้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือในผู้ป่วยก่อนหรือหลังให้รังสีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการรักษา
 
ฮอร์โมนบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น นกเขาไม่ขัน น้ำหนักขึ้น ร้อนวูบวาบตามตัว สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก และหากใช้นานๆ อาจทำให้เกิดโรคหัวใจได้
 
หลังการรักษาไม่ว่าด้วยวิธีใด แพทย์จะติดตามตรวจระดับสารพีเอสเอในเลือดเป็นระยะ ถ้าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แสดงว่าโรคสงบหรือทุเลา แต่ถ้ามีค่าสูงขึ้นก็แสดงว่าโรคอาจกำเริบขึ้นอีก
 
 
 ภาวะแทรกซ้อน
มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดอาการทุกข์ทรมานหรือพิการ (เช่น ปวดหลัง ปวดกระดูก แขนขาอ่อนแรง) และอายุสั้น
นอกจากนี้ โรคนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการนกเขาไม่ขันและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งอาจเกิดจากตัวโรคเองหรือเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาก็ได้
 
 
 การดำเนินโรค
ขึ้นกับความรุนแรง ระยะของโรค อายุผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษา
ถ้าเป็นระยะแรกเริ่ม เป็นมะเร็งชนิดลุกลามช้า หรือไม่มีอาการแสดง มักจะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว
 
 
 การป้องกัน
ถึงแม้มะเร็งชนิดนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด และหาทางป้องกันได้ยาก แต่การปฏิบัติตัวต่อไปนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และชะลอการลุกลามของโรค
 ลดอาหารมัน
 
 กินผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช ถั่วเหลือง และเต้าหู้ให้มากๆ
 
 กินมะเขือเทศ (ที่ปรุงสุก) แตงโม มะละกอสุก และฝรั่งไส้ชมพูให้มากๆ ซึ่งมีสารไลโคพีน (lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง
 
 ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน
 
 ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
 
  การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง
ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ เช่น การตรวจสารพีเอสเอในเลือด การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก เพราะยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีประโยชน์ เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่ไม่มีอาการแสดงมักเป็นมะเร็งชนิดเจริญช้า ไม่แพร่กระจายออกนอกต่อมลูกหมากและสามารถมีชีวิตที่เป็นปกติเป็นเวลายาวนาน
 
นอกจากนี้ การตรวจคัดกรองโรคด้วยการตรวจสารพีเอสเอในเลือดยังขาดความแม่นยำ มีโอกาสพบผลบวกลวง (false positive หมายถึงตรวจพบระดับของพีเอสขึ้นสูงซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง ไม่ใช่เกิดจากมะเร็ง) ค่อนข้างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ไม่จำเป็นและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
 
ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงผลดีผลเสียของการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้
 
 
 ความชุก
โรคนี้พบมากเป็นอันดับ ๕ ของมะเร็งที่พบในผู้ชาย มักพบในผู้ชายอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ส่วนในช่วงอายุ ๔๐-๖๐ ปีอาจพบได้ แต่น้อย
 
ผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป
คนอ้วนที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ มักเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง และรักษายากกว่าคนที่ไม่อ้วน
 
 
 การทำฮอร์โมนบำบัดลดปริมาณเทสโทสเทอโรนจะช่วยให้ก้อนมะเร็งฝ่อเล็กลง
นอกจากใช้กับมะเร็งที่แพร่กระจายแล้ว บางครั้งแพทย์ก็อาจนำไปใช้ในผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือในผู้ป่วยก่อนหรือหลังให้รังสีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการรักษา
 
ฮอร์โมนบำบัดอาจมีผลข้างเคียง เช่น นกเขาไม่ขัน น้ำหนักขึ้น ร้อนวูบวาบตามตัว สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูก และหากใช้นานๆ อาจทำให้เกิดโรคหัวใจได้
 
หลังการรักษาไม่ว่าด้วยวิธีใด แพทย์จะติดตามตรวจระดับสารพีเอสเอในเลือดเป็นระยะ ถ้าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แสดงว่าโรคสงบหรือทุเลา แต่ถ้ามีค่าสูงขึ้นก็แสดงว่าโรคอาจกำเริบขึ้นอีก
 
  ภาวะแทรกซ้อน
มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดอาการทุกข์ทรมานหรือพิการ (เช่น ปวดหลัง ปวดกระดูก แขนขาอ่อนแรง) และอายุสั้น
นอกจากนี้ โรคนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการนกเขาไม่ขันและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งอาจเกิดจากตัวโรคเองหรือเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาก็ได้
 
  การดำเนินโรค
ขึ้นกับความรุนแรง ระยะของโรค อายุผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษา
ถ้าเป็นระยะแรกเริ่ม เป็นมะเร็งชนิดลุกลามช้า หรือไม่มีอาการแสดง มักจะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว
 
 
 การป้องกัน
ถึงแม้มะเร็งชนิดนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด และหาทางป้องกันได้ยาก แต่การปฏิบัติตัวต่อไปนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และชะลอการลุกลามของโรค
 ลดอาหารมัน
 
 กินผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช ถั่วเหลือง และเต้าหู้ให้มากๆ
 
 กินมะเขือเทศ (ที่ปรุงสุก) แตงโม มะละกอสุก และฝรั่งไส้ชมพูให้มากๆ ซึ่งมีสารไลโคพีน (lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง
 
 ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วัน
 
 ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
 
  การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง
ปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากในคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ เช่น การตรวจสารพีเอสเอในเลือด การใช้นิ้วตรวจทางทวารหนัก เพราะยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีประโยชน์ เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากที่ไม่มีอาการแสดงมักเป็นมะเร็งชนิดเจริญช้า ไม่แพร่กระจายออกนอกต่อมลูกหมากและสามารถมีชีวิตที่เป็นปกติเป็นเวลายาวนาน
 
นอกจากนี้ การตรวจคัดกรองโรคด้วยการตรวจสารพีเอสเอในเลือดยังขาดความแม่นยำ มีโอกาสพบผลบวกลวง (false positive หมายถึงตรวจพบระดับของพีเอสขึ้นสูงซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง ไม่ใช่เกิดจากมะเร็ง) ค่อนข้างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ไม่จำเป็นและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
 
ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติโรคนี้ในครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงผลดีผลเสียของการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้
 
 
 ความชุก
โรคนี้พบมากเป็นอันดับ ๕ ของมะเร็งที่พบในผู้ชาย มักพบในผู้ชายอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ส่วนในช่วงอายุ ๔๐-๖๐ ปีอาจพบได้ แต่น้อย
 
ผู้ที่มีพ่อหรือพี่น้องเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป
คนอ้วนที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ มักเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรง และรักษายากกว่าคนที่ไม่อ้วน
 
 
มะเร็ง ดับชีวิตคนไทยมากสุด ปีละกว่า ๕ หมื่นคน แนะสูตรปฏิบัติตัว “เพิ่ม ๕ ลด ๗” ลดเสี่ยงป่วยมะเร็ง
 
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยโรคมะเร็งเป็นภัยร้ายตัวฉกาจ ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากเป็นอันดับ ๑ ปีละกว่า ๕๕,๐๐๐ ราย เป็นชายมากกกว่าหญิง ๒ เท่าตัว กว่าครึ่งเป็นผู้สูงอายุ แนะสูตรลดเสี่ยงมะเร็ง “เพิ่ม ๕ ลด ๗” อาทิ เพิ่มการกินผักผลไม้สดมากขึ้นให้ได้วันละ ๔ ขีด เพิ่มการออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักตัว ลดกินอาหารมัน ดองเค็ม อาหารปิ้ง-ย่าง รมควัน อาหารสุกๆ ดิบๆ ลดสูบบุหรี่ ลดเหล้า
 
 
นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเกี่ยวกับสถานการณ์สุขภาพคนไทยว่า โรคที่เป็นภัยสุขภาพของคนไทยที่ร้ายแรงที่สุดในขณะนี้ คือ โรคมะเร็ง จากการวิเคราะห์สถิติการเสียชีวิตของคนไทยย้อนหลังตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๓ ซึ่งมีปีละประมาณ ๓ แสนคน พบว่ามะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ ๑ ติดต่อกันเป็นเวลา ๙ ปี ล่าสุดใน พ.ศ.๒๕๕๑ มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด ๕๕,๔๐๓ คน เป็นชาย ๓๒,๐๖๐ คน หญิง ๒๓,๓๔๓ คน โดยร้อยละ ๕๓ ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป รองลงมาคือวัยแรงงาน อายุ ๑๕-๕๙ ปี ร้อยละ ๔๖ เฉลี่ยแล้วในแต่ละวันจะมีคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ๑๕๒ คน หรือชั่วโมงละ ๖ คน
 
 
เมื่อแยกตามอวัยวะที่เกิดมะเร็ง อันดับ ๑ มะเร็งตับ ๑๔,๐๘๔ คน เป็นชาย ๙,๙๕๑ คน หญิง ๔,๑๓๓ คน อันดับ ๒ มะเร็งหลอดลม ปอด ๘,๕๖๕ คน ชาย ๕,๘๐๑ คน หญิง ๒,๗๖๔ คน (ทั้งมะเร็งตับและมะเร็งปอด ผู้เสียชีวิตเป็นชายมากกว่าหญิง ๒ เท่าตัว) อันดับ ๓ มะเร็งเต้านม ๒,๓๔๗ คน อันดับ ๔ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ๑,๘๓๙ คน ขณะที่องค์การอนามัยโลกรายงานในปี พ.ศ.๒๕๔๘ ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเกือบ ๘ ล้านคน
 
 
 
 
ด้านนายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงสาเหตุการเกิดมะเร็งว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่นอน สำหรับการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงเป็นมะเร็ง มีข้อแนะนำ ๑๒ ประการ โดย ๕ ประการเป็นการป้องกัน ได้แก่ ๑.กินผักตระกูลกะหล่ำให้มาก เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักคะน้า หัวผักกาด บรอกโคลี ๒.กินอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวโพด เมล็ดธัญพืช ๓.กินอาหารที่มีสารบีตาแคโรทีนและวิตามินเอสูง เช่น ผักสด ผลไม้ที่มีสีเขียวเหลือง เช่น มะละกอ ส้ม ๔.กินอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ผลไม้ต่างๆ และ ๕.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ไม่ให้อ้วน โดยควรกินผัก ผลไม้ให้ได้วันละ ๔๐๐ กรัม
 
 
อีก ๗ ประการเป็นวิธีลดความเสี่ยงเป็นมะเร็ง ได้แก่ ๑.ไม่กินอาหารที่มีราขึ้น ๒.ลดอาหารไขมัน ๓.ลดอาหารดองเค็ม อาหารปิ้ง-ย่าง รมควัน ๔.ไม่กินอาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น ก้อยปลา ปลาจ่อม เพราะจะทำให้เกิดโรคพยาธิใบไม้ตับ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับ ๕.หยุดหรือลดสูบบุหรี่ ๖.ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ๗.อย่าตากแดดจัด ซึ่งจะเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง
 
ทั้งนี้ การก่อตัวของโรคมะเร็งจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่รู้ตัว จึงแนะนำให้ผู้ที่มีอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป ตรวจสุขภาพค้นหาความผิดปกติอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง หากตรวจพบเร็วโอกาสรักษาหายจะมีสูง
 
 
สัญญาณผิดปกติที่สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งมี ๗ ประการ ได้แก่ ๑.มีเลือดออกหรือมีสิ่งขับออกจากร่างกายผิดปกติ เช่น ตกขาวมากเกินไป ๒.มีก้อนเนื้อหรือตุ่มเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งของร่างกายและก้อนนั้นโตเร็ว ๓.มีแผลเรื้อรังรักษาหายยาก ๔.ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะผิดปกติหรือเปลี่ยนไปจากเดิม ๕.เสียงแหบหรือเรื้อรัง ๖.กลืนอาหารลำบากหรือกินอาหารแล้วไม่ย่อย และ ๗.มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝ หากมีอาการเหล่านี้ขอไปให้พบแพทย์โดยเร็ว 
 
 
กินเรื่องใหญ่ มะเร็งเรื่องเล็ก
 
 
ผู้อ่านหลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่คนไทยชอบพูดกันว่า “กินเรื่องใหญ่ ตายเรื่องกลาง ตะรางเรื่องเล็ก” ซึ่งเป็นการกล่าวแบบติดตลกที่อธิบายภาพพฤติกรรมการกินของคนไทยได้ค่อนข้างชัดเจนว่าชอบสนุกกับการกินจนไม่กลัวตายหรือติดตะราง แต่ในความหมายลึกๆ นั้นมีสิ่งที่น่าสนใจว่า การที่คิดว่าเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่นั้นน่าจะจริง และเมื่ออ่านเรื่องนี้จบแล้ว ผู้อ่านก็อาจท่องมธุรสวาจานี้ก่อนนอนทุกคืนเป็นการเตือนสติหลังสวดมนต์ก็ได้
 
 
วลีที่ว่า “กินเรื่องใหญ่” ถ้ามองในเชิงวิชาการแล้ว จะพบกับความจริงที่ว่า การกินดี กินไม่ดี ส่งผลต่อสุขภาพของเรามากทีเดียว รวมถึงความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง ทั้งนี้ปัจจัยหนึ่งที่ยอมรับกันแล้วว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งคือ พฤติกรรมการกินอาหารและสภาวะโภชนาการ
 
การกล่าวว่าสุขภาพของเราดีหรือไม่ดีนั้น ในทางวิชาการมีวิธีชี้วัดอยู่บ้าง เช่น กรณีโรคอ้วน ก็จะใช้ดัชนีมวลกาย (BMI) เป็นตัววัด ซึ่งหลายคนยังไม่ทราบว่าดัชนีมวลกายคืออะไร ดังนั้นข้อบ่งชี้ที่ง่ายกว่าในการบอกว่า สภาวะโภชนาการดีหรือไม่ ผู้เขียนแนะนำให้ใช้วิธีการของอากงอาม่าแทนได้
 
ผู้เขียนเคยอ่านข้อเขียนที่ปรากฏอยู่บนถุงใส่กล้วยแขก ซึ่งกล่าวถึงปรัชญาจีนโบราณที่บอกว่า คนสุขภาพดีที่แท้จริงนั้นต้อง “กินได้ (อร่อย) หลับสบาย ถ่ายสะดวก”
 
กินได้อร่อย ไม่ยาก มีสตางค์ก็ทำได้ ส้มตำอร่อยๆ ที่ร้านแถวศาลาแดง ครกละ ๑๐๐ บาท ผู้เขียนก็เคยกิน (ฟรี) มาแล้ว
 
นอนหลับสบาย ตอนนี้ผู้เขียนก็นอนได้ไม่ยาก เพราะได้นอนในที่เงียบสงบ และอากาศไม่ร้อน จึงหลับได้สบาย
 
ที่สำคัญคือ การถ่ายได้สะดวก ผู้เขียนก็ไม่มีปัญหาเพราะชอบกินกล้วยน้ำว้า แต่หลายคนติดขัดตรงนี้ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะกินไม่ค่อยเป็น คือ กินอร่อย แต่ไม่ช่วยให้ยิ้มได้ตอนเช้า อาการนี้อาจนำไปสู่ความทุกข์ในอนาคต เพราะผู้ที่ยิ้มยากเมื่อนั่งโถตอนเช้า มักเป็นผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้
 
สมัยก่อนราว ๕๐ ปีมาแล้ว มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่คนไทยไม่ค่อยมีปัญหา เพราะอาหารการกินของคนไทยก็เป็นแบบไทยๆ คือ มีผักและสมุนไพรมาก แต่ปัจจุบันอัตราการเป็นมะเร็งชนิดนี้กลับสูงขึ้นเพราะติดมากับความเป็นฝรั่งคือ วัฒนธรรมอาหารตะวันตกที่คนไทยนำเข้ามาเผยแพร่แบบผิดๆ
 
สิ่งที่น่ากังวลคือ ตามรายงานสถิติการเป็นมะเร็งของคนไทยจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติปี พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งหาอ่านได้บนเว็บไซต์ของสถาบันมะเร็งฯ ระบุว่า มะเร็งลำไส้เป็นมะเร็งที่พบในชายไทยเป็นอันดับ ๑
 
ที่กล่าวว่า มีการเผยแพร่ผิดๆ นั้นก็เพราะความจริงแล้วอาหารตะวันตกมีองค์ประกอบเป็นผักผลไม้ไม่น้อย เพียงแต่แยกจานกันอยู่ จึงขึ้นกับคนเราว่าเลือกกินหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ว่าไทยหรือเทศ ไม่ค่อยเลือกกินจานที่มีผัก เช่น สลัด เพราะมีหลายโอกาสที่กินไม่สะดวก เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคที่ต้องเร่งรีบ กินแค่แฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งมีผักนิดเดียว หรือฮอตดอก ก็พออิ่มท้องแล้ว ดังนั้นชีวิตที่ขาดผักผลไม้จึงน่าจะเป็นสาเหตุของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในปัจจุบัน
 
 ดังที่ทราบกันดีว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นบำบัดรักษาได้ผลเฉพาะเมื่อพบแต่เนิ่นๆ ส่วนสาเหตุแม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ก็เป็นที่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุของการเพิ่มความเสี่ยง ซึ่งในเว็บไซต์ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติไม่ว่าชาติไหนๆ ต่างระบุว่าสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการกินผักและผลไม้น้อย กินเนื้อสัตว์ที่ผ่านความร้อนสูงมาก
 
 
ประเด็นเกี่ยวกับการกินอาหารนั้นนักวิทยาศาสตร์พอทราบแล้วว่า ปริมาณของเส้นใยอาหารจากผักผลไม้และสารก่อมะเร็งบางชนิดที่เกิดจากการปรุงเนื้อสัตว์ด้วยไฟแรงหรือต้มเนื้อสัตว์นานๆ เป็นสาเหตุสำคัญ ซึ่งวิธีแก้ไขนั้นไม่ยากคือ เพิ่มการกินผักและผลไม้ เพื่อให้ได้เส้นใยอาหารลงไปช่วยจับสารพิษที่ปะปนอยู่ในส่วนของอาหารที่ไม่ได้ถูกดูดซึม และยังช่วยปรับปรุงสภาพลำไส้ใหญ่ให้ไม่เหมาะต่อการเกิดมะเร็ง
 
 
 
เส้นใยอาหารที่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่กินได้ดีนั้นจัดเป็นพรีไบโอติก (prebiotic) ส่วนตัวแบคทีเรียนั้นจัดเป็นโพรไบโอติก (probiotic) ซึ่งทั้ง ๒ กรณีนี้เป็นสิ่งที่บริษัทขายอาหารสำเร็จรูปหลายบริษัทรวมทั้งบริษัทขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นำไปโฆษณาว่าป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ แม้จะเป็นข้อมูลจริงแต่ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อหา เพราะโพรไบโอติกนั้นมีอยู่แล้วในลำไส้ใหญ่มนุษย์
 
กรณีที่กลัวมีโพรไบโอติกไม่พอ ให้กินนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต (แบบที่ไม่ใช่ยูเอชที) เข้าไปสักครั้ง จากนั้นตามด้วยอาหารที่มีเส้นใยอาหารค่อนข้างนิ่ม อุ้มน้ำได้ดี ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า soluble fiber นักวิชาการบางท่านแปลว่า เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำ แต่ผู้เขียนขอใช้คำว่า เส้นใยอาหารที่อุ้มน้ำได้ดี
 
ตัวอย่างของเส้นใยอาหารที่อุ้มน้ำได้ดี เช่น ส่วนของเนื้อใบของผักชนิดต่างๆ (ส่วนก้านเล็กๆ ในใบเป็นเส้นใยอาหารประเภทที่แบคทีเรียย่อยไม่ได้หรือย่อยได้ไม่ดี) เนื้อแอปเปิ้ล แตงกวา ส้มต่างๆ โดยเฉพาะส่วนเปลือกในของส้มโอที่นำมาทำขนมเปลือกส้มโอ (มีเส้นใยอาหารที่เรียกว่า เพ็กทิน) ฯลฯ เส้นใยอาหารส่วนที่แบคทีเรียกินได้นี้จะถูกเปลี่ยนไปเป็นกรดไขมันขนาดเล็ก ซึ่งช่วยปรับความเป็นกรด-ด่างในลำไส้ใหญ่ 
 
 
ความเป็นกรดด่างในลำไส้ใหญ่ขึ้นกับลักษณะอาหารที่กินแต่ละมื้อ ปกติถ้าเรากินเนื้อสัตว์มาก สิ่งที่ได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สุดท้ายจากการใช้เนื้อสัตว์เพื่อประโยชน์ของร่างกายคือ แอมโมเนีย (มีความเป็นด่างสูง) จึงทำให้สภาวะในลำไส้ใหญ่มีความเป็นด่างเหมาะกับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ตรงข้ามกับการกินอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง แบคทีเรียจะเปลี่ยนเส้นใยอาหารที่อุ้มน้ำได้ดีให้เป็นกรดไขมันที่เป็นตัวช่วยปรับสภาพกรด-ด่างในลำไส้ใหญ่ให้ค่อนไปทางเป็นกลาง ไม่เหมาะสมกับการเจริญของเซลล์มะเร็ง อัตราความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ของคนไทยที่ชอบกินอาหารไทยๆ ซึ่งมีผักผลไม้มากๆ จึงต่ำ
 
ส่วนกรณีสารพิษที่เกิดจากการปรุงอาหารไฟแรงเป็นเวลานานนั้น ป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีปรุงอาหารให้ใช้ไฟต่ำลงและใช้เวลาน้อยลง ซึ่งกรณีหลังสามารถทำได้โดยการเปลี่ยนอุปกรณ์การปรุงอาหาร เช่น การใช้หม้อนึ่งความดันสูง (Pressure cooker) ก็จะได้อาหารที่ใช้เวลาน้อยลงแต่มีความอร่อยเท่าเดิม
 
ดังนั้นการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นเป็นสิ่งที่กระทำได้ไม่ยากและอธิบายได้ในทางวิทยาศาสตร์คือ การปรับพฤติกรรมการกินให้เป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำนั่นคือ กินอาหารครึ่งหนึ่ง ผักผลไม้ครึ่งหนึ่ง
 
ผู้เขียนขออธิบายง่ายๆ ว่า เมื่อซื้อข้าวราดแกงมา ๑ จาน ให้สั่งส้มตำไม่ว่าจะเป็นส้มตำมะละกอ (ไม่ใส่ปูเค็ม) ส้มตำผลไม้ หรือสลัดผักต่างๆ หรือผลไม้สีเข้ม มาอีก ๑ จาน จากนั้นตักข้าวราดแกงครึ่งจานไปใส่ในจานเปล่า ตักส้มตำหรือสลัดอีกครึ่งจานวางข้างๆ ข้าวราดแกงทั้ง ๒ จาน ก็จะได้อาหารตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ เหมาะสำหรับคน ๒ คนกินพร้อมกันได้
 
ถามว่าทำไมต้องทำให้ยุ่งยากอย่างนี้ เนื่องจากผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการกินข้าวราดแกง ๑ จานและส้มตำ ๑ จาน แม้สัดส่วนอาหารและผักผลไม้จะถูกต้องตามหลักกินอาหารครึ่งหนึ่ง ผักผลไม้ครึ่งหนึ่ง แต่ด้านปริมาณนั้นมากเกินไป ตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณอาหารและการเกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง (หรือแม้แต่การศึกษาทางระบาดวิทยาในคน) พบว่า ถ้าสัตว์กินอาหารน้อยๆ เฉพาะที่ให้กินซึ่งไม่ทำให้อ้วน จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่างๆ ต่ำลง ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า แม้เลือกชนิดอาหารกินถูกแล้ว แต่ปริมาณอาหารที่กินก็สำคัญด้วย
 
 
สิ่งที่อยากเพิ่มเติมอีกประเด็นคือ การออกกำลังกาย มีข้อมูลทางวิชาการมากมายในอินเทอร์เน็ตที่กล่าวว่า การออกกำลังกายมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ความรู้นี้ได้จากการศึกษาในกลุ่มชนที่เป็นมะเร็งลำไส้ต่ำ ซึ่งพบว่ามักเป็นผู้ที่มีการออกกำลังกาย หรือมีชีวิตที่ไม่อยู่นิ่ง มีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำจนได้เหงื่อ แต่การพยายามอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ด้านการทดลองนั้น ยังไม่พบรายละเอียดของกระบวนการที่ชัดเจน เพียงแต่ทราบว่าในหนูทดลองที่ผอมเพราะให้มันออกกำลังกายและกินพอควร เป็นมะเร็งน้อยกว่าหนูที่อ้วนเท่านั้น
 
 
โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าจะมีการอธิบายกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลคร่าวๆ ที่กล่าวว่า กินอาหารครึ่งหนึ่ง ผักผลไม้ครึ่งหนึ่ง พยายามขยับตัวให้ได้เหงื่อโดยออกกำลังกายให้สนุก ก็พอเป็นแนวทางง่ายๆ ที่ทำได้ไม่ยาก แต่ยากที่หลายคนจะได้ทำ เพราะมักอ้างว่า ไม่มีเวลา ซึ่งเป็นวลีที่ขัดต่อการส่งเสริมสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง สมควรกำจัดทิ้งไปจากปทานุกรมประจำตัวเรา
อัพเดทล่าสุด: 2 เมษายน 3097 อ่านแล้ว: 1,267

เพิ่มไลน์ที่นี่


วิธีเพิ่มไลน์
เนื่องจากมีท่านลูกค้าติดต่อทางไลน์เป็นจำนวนมาก ต้องขออภัยหากไม่สมารถตอบท่านได้ทันที แต่อย่างไรก็ตามจะพยามตอบให้เร็วที่สุดครับ
ธนาคารกสิกรไทย
ธนาคารกรุงเทพ เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน
ธนาคารไทยพาณิชย์... ธนาคารที่คุณเลือก
ธนาคารออนไลน์ - บมจ.ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ป้ายหนึ่งมาก,มกมก