สมุนไพร,จำหน่ายสมุนไพร
ลูกอมย่ายิ้ม

ลูกอมย่ายิ้ม

ลูกอมย่ายิ้ม

จำหน่ายสินค้าสมุนไพรทุกชนิด ทั้งแบบขายปลีก ขายส่ง ส่งทั่วประเทศ แต่ต่างประเทศบางประเทศ

ThaiherbDD.com ร้านขายปลีกขายส่ง สมุนไพรไทย

จำหน่ายสินค้าสมุนไพรทุกชนิด ทั้งแบบขายปลีก ขายส่ง ส่งทั่วประเทศ แต่ต่างประเทศบางประเทศ

พร้อมส่งแล้ววันนี้ ทั่วประเทศ

สินค้าสมุนไพรขายส่ง

พร้อมส่งแล้ววันนี้ ทั่วประเทศ

ลูกอมย่ายิ้ม

โรคกรดไหลย้อน

 

โรคกรดไหลย้อน หมายถึง ภาวะที่มีน้ำย่อยในกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด (ประกอบด้วย กรดเกลือ หรือกรดไฮโดรคลอลิก) ไหลย้อนขึ้นไประคายต่อหลอดอาหาร และบริเวณลำคอ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแสบลิ้นปี่ คล้ายเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง ต้องคอยกินยาโรคกระเพาะบรรเทาอยู่เรื่อยๆ
 
 
โรคนี้พบได้บ่อย โดยเฉพาะในคนอายุมากกว่า 40 ปี ผู้เขียนเองก็มีโรคนี้ประจำตัวมาหลายปี มีประสบการณ์ในการดูแลรักษาตัวเองจนรู้วิธีอยู่กับโรคนี้อย่างดี จึงขอนำความรู้มาทบทวนอีกครั้งในฉบับนี้ (คอลัมน์นี้เคยนำเสนอโรคนี้มาครั้งหนึ่งโดยใช้ชื่อว่า " เกิร์ด-โรคน้ำย่อยไหลกลับ " ในหมอชาวบ้าน ฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ.2547)
 
 
 ? ชื่อภาษาไทย
โรคกรดไหลย้อน, โรคเกิร์ด, โรคน้ำย่อยไหลกลับ
 
 
 ? ชื่อภาษาอังกฤษ
Gastroesophageal reflux disease, GERD
 
 
 ? สาเหตุ
เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการทำหน้าที่ของกล้ามเนื้อหูรูดที่อยู่ตรงส่วนล่างของหลอดอาหาร (lower esophageal sphincter, LES) ในคนปกติขณะกลืนอาหารหูรูดนี้จะคลายตัวเพื่อเปิดทางให้อาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่ออาหารผ่านลงกระเพาะอาหารจนหมดแล้วหูรูดนี้จะหดรัดเพื่อปิดกั้นไม่ให้น้ำย่อย (ซึ่งเป็นกรดเกลือ) ที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร
 
แต่ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน พบว่ากล้ามเนื้อหูรูดตรงส่วนล่างของหลอด อาหารนี้หย่อนสมรรถภาพ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารมากกว่าปกติ (คนทั่วไปหลังกินข้าวอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง ซึ่งไม่ทำให้เกิดอาการ) ทำให้เกิดอาการผิดปกติ และการอักเสบของเยื่อบุหลอด อาหารได้
ส่วนสาเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าวทำงานผิดปกติยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าอาจเกิดจากความเสื่อมตามอายุ (โรคนี้มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี) หรือหูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ (พบในทารก) หรือมีความผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิด
พบว่าโรคนี้มีความสัมพันธ์กับความอ้วน ภาวะตั้งครรภ์ โรคเบาหวาน และโรคไส้เลื่อนกะบังลม (hiatal hernia) ซึ่งมีกระเพาะอาหารบางส่วนไหลเลื่อนลงไปที่กะบังลม
 
 
 นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัจจัยกระตุ้น ให้โรคกำเริบ  ที่สำคัญ ได้แก่
 การกินอิ่มมากไป (กินอาหารมื้อใหญ่หรือปริมาณมาก)กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก ประกอบกับการขยายตัวของกระเพาะอาหารทำให้หูรูดคลายตัวมากขึ้น
 
 การนอนราบ (โดยเฉพาะภายใน 2 ชั่วโมงหลังกินอาหาร) การนั่งงอตัว โค้งตัวลงต่ำ ทำให้น้ำย่อยไหลย้อนได้ง่ายขึ้น
 
 การรัดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว จะเพิ่ม แรงดันในกระเพาะอาหารทำให้น้ำย่อยไหลย้อน
 
 การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน (เช่น กาแฟ ยาชูกำลัง) นอกจากกระตุ้นให้หลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นแล้ว ยังเสริมให้หูรูดคลายตัวอีกด้วย
 
 การกินอาหารที่ไขมันสูง ข้าวผัด ของทอดและอาหารผัดน้ำมัน ทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนไหวช้าลง ทำให้มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น
 
 การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต (น้ำอัดลม) การกินอาหารเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (เช่น น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต หรือสะระแหน่ การใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาขยายหลอดลม ยาแอนติโคลิเนอร์จิก ยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นบีตาและกลุ่มต้านแคลเซียม ยาทางจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดคลายตัว หรือมีกรดหลั่งมากขึ้น
 
 โรคหืด เชื่อว่าเป็นผลมาจากการไอและหอบ ทำให้เพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้กรดไหลย้อน
 
 แผลเพ็ปติก และการใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้อาหารขับเคลื่อนลงสู่ลำไส้ช้าลง ทำให้มีกรดไหลย้อนได้
 
 
 ? อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบตรงลิ้นปี่หรือยอดอก หลังกินอาหาร 30-60 นาที หรือหลังกินอาหารแล้วล้มตัวลงนอนราบ นั่งงอตัว โค้งตัวลงต่ำ รัดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว มักมีอาการมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์และอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง แต่ละครั้งมักปวดอยู่นาน 2 ชั่วโมง
 
บางรายอาจมีอาการปวดแสบร้าวจากยอดอกขึ้นไปถึงคอหอย (คล้ายอาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย) หรือมีอาการจุกแน่นยอดอก (คล้ายอาหารไม่ย่อย) หรืออาจมีอาการคลื่นไส้ เรอบ่อย หรือมีก้อนจุกที่คอหอย
 
บางรายอาจมีอาการขย้อนหรือเรอเอาน้ำย่อยรสเปรี้ยว (เรอเปรี้ยว) ขึ้นไปที่คอหอย หรือรู้สึกมีรสขมของน้ำดีหรือรสเปรี้ยวของกรดในปากหรือคอ หรือหายใจมีกลิ่น
 
บางรายอาจไม่มีอาการแสบท้องหรือ     เรอเปรี้ยว แต่มีอาการไอแห้งๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังกินอาหาร หรืออยู่ในท่านอนราบ) กลืนลำบาก หรือเจ็บหน้าอกเวลากลืน
 
บางรายตอนตื่นนอนอาจรู้สึกขมคอ เปรี้ยวปาก อาจมีอาการเสียงแหบ เจ็บคอ แสบลิ้น หรือไอ (เนื่องจากกลางคืนนอนหมอนใบเดียว มีการไหลย้อนของน้ำย่อยไประคายที่คอหอย กล่องเสียง และหลอดลม) ซึ่งจะเป็นเรื้อรังเป็นแรมเดือน ผู้ป่วยมักจะไปปรึกษาแพทย์ทางโรคหู-คอ-จมูก ซึ่งจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน
 
 
 ? การแยกโรค
อาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก หรือเรอเปรี้ยวอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น
 
 โรคแผลเพ็ปติก (แผลกระเพาะอาหารหรือแผลลำไส้เล็กส่วนต้น) ผู้ป่วยจะมีอาการแสบใต้ลิ้นปี่เวลาหิว (ก่อนมื้ออาหาร) หรือจุกแน่นหลังอาหาร อาจมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
 
 มะเร็งกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการคล้าย โรคแผลเพ็ปติก แต่ต่อมาจะมีอาการอาเจียน น้ำหนักลด หรือถ่ายอุจจาระดำ
 
 โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ผู้ป่วยจะมีอาการจุกแน่นลิ้นปี่ แล้วปวดร้าวขึ้นไปที่คอ ขากรรไกร หรือต้นแขน ติดต่อกันนานเป็นชั่วโมงๆถึงเป็นวันๆ มักรู้สึกเหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือหน้ามืดเป็นลมร่วมด้วย
อาการเจ็บคอ เสียงแหบ ไอเรื้อรัง อาจต้องแยกออกจากสาเหตุอื่นๆ เช่น คออักเสบ กล่องเสียงอักเสบ วัณโรคปอด มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งปอด เป็นต้น
 
 
 ? การวินิจฉัย
แพทย์มักจะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง ได้แก่ อาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก และเรอเปรี้ยวหลังกินอาหารที่เป็นตัวกระตุ้น หรือมีพฤติกรรมที่เป็นเหตุกำเริบ
ในรายที่ไม่แน่ชัดอาจต้องทำการตรวจพิเศษ เช่น เอกซเรย์ทางเดินอาหารโดยการกลืนแป้งแบเรียม หรือใช้กล้องส่องตรวจหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร     ซึ่งสามารถแยกโรคกรดไหลย้อนจากโรคแผลเพ็ปติก มะเร็งกระเพาะอาหาร และสาเหตุอื่นๆ ได้
 
 
 ? การดูแลตนเอง
ผู้ที่มีอาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก หรือเรอเปรี้ยว อาจรักษาเบื้องต้นโดยกินยาต้านกรดชนิดน้ำ     (antacid) ครั้งละ 15-30 มิลลิลิตร วันละ 4 ครั้ง และสังเกตว่ามีเหตุกำเริบจากอาหารหรือพฤติกรรมใด ก็ควรหลีกเลี่ยงเสีย
 
ควรพบแพทย์ ถ้ามีลักษณะผิดปกติข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
 
 มีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่คอ ขากรรไกร หรือต้นแขน
 
 มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อาเจียน ซีด ตาเหลือง ถ่ายอุจจาระดำ หรือน้ำหนักลด
 
 อายุมากกว่า 40 ปี
 
 กินยาต้านกรด 1 สัปดาห์แล้วยังไม่ทุเลาดี หรือกำเริบซ้ำหลังหยุดยา
 
 มีความวิตกกังวลหรือไม่มั่นใจในการดูแลตนเอง
 
 
 เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคกรดไหลย้อนก็ควรปฏิบัติตัว ดังนี้
 
 กินยาให้ครบถ้วนและต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์
 
 ถ้าน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรหาทางลดน้ำหนัก
 
 สังเกตว่าบริโภคสิ่งใดบ้างที่ทำให้อาการกำเริบ แล้วพยายามหลีกเลี่ยง เช่น อาหารมัน (รวมทั้งข้าวผัด ของทอด ของผัดที่อมน้ำมัน) อาหารเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม แอลกอฮอล์ บุหรี่     ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมกาเฟอีน น้ำอัดลม     น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ช็อกโกแลต ยาบางชนิด
 
 หลีกเลี่ยงการกินอาหารปริมาณมาก (หรืออิ่มจัด) และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากๆ ระหว่างกินอาหาร ควรกินอาหารมื้อเย็นในปริมาณ  น้อย และทิ้งช่วงห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
 
 หลังกินอาหารควรปลดเข็มขัดและตะขอกางเกงให้หลวม ไม่ควรนอนราบหรือนั่งงอตัว โค้งตัวลงต่ำ ควรนั่งตัวตรง ยืน หรือให้รู้สึกสบายท้อง หลีกเลี่ยงการยกของหนักและการออกกำลังกายหลังอาหารใหม่ๆ
 
 หมั่นออกกำลังกายและผ่อนคลายความเครียด เนื่องเพราะความเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดมากขึ้น ทำให้อาการกำเริบได้
 
 ถ้ามีอาการกำเริบตอนเข้านอน หรือตื่นนอนตอนเช้า มีอาการเจ็บคอ เจ็บลิ้น เสียงแหบ ไอ ควรหนุนศีรษะสูง 6-10 นิ้ว โดยการหนุนขาเตียงด้านศีรษะให้สูง หรือใช้อุปกรณ์พิเศษ (bed wedge pillow) สอดใต้ที่นอนให้เอียงลาดจากศีรษะลงมาถึงระดับเอว หรือใช้เตียงที่มีกลไกปรับหัวเตียงให้สูงได้ ไม่แนะนำให้ใช้วิธีหนุนหมอนหลายใบให้สูง เพราะอาจทำให้ท้องโค้งงอ ทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น ดันให้น้ำย่อยไหลย้อนได้
 
 
 ? การรักษา
แพทย์จะให้การรักษาด้วยการแนะนำข้อปฏิบัติตัวดังกล่าว และให้ยารักษาซึ่งอาจเป็นขนานใดขนานหนึ่ง ดังต่อไปนี้
 
 ให้ยาต้านกรดชนิดน้ำ (antacid) ครั้งละ 15-30 มิลลิลิตร วันละ 4 ครั้ง ร่วมกับยาลดการสร้างกรดกลุ่มต้านเอช-2 (H2 antagonist) เช่น รานิทิดีน (ranitidine) ขนาด 150 มิลลิกรัม     วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด บางกรณีแพทย์อาจให้ยาเพิ่มการขับเคลื่อนของทางเดินอาหาร เช่น เมโทโคลพราไมด์ (metoclo-pramide) ขนาด 10 มิลลิกรัม 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ร่วมด้วย
 
 ให้ยาลดการสร้างกรดอย่างแรง ได้แก่ กลุ่มต้านโพรตอนปั๊มป์ (proton-pump inhibitors) เช่น โอเมพราโซล (omeprazole) ขนาด 20 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง
 
โดยครั้งแรกที่เริ่มให้การรักษา จะให้ยาติดต่อกันนาน 4-8 สัปดาห์ ในรายที่เป็นมากหรือมีอาการมานานก็อาจให้นาน 3-6 เดือนหลังจากหยุดยาถ้าหากผู้ป่วยปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง เช่น มีพฤติกรรมหรือกินอาหารที่กระตุ้นให้อาการกำเริบก็จะแนะนำให้ผู้ป่วยรีบกินยา (ขนานที่เคยใช้ได้ผล) ทันทีที่รู้สึกมีอาการ อย่าปล่อยให้เป็นอยู่นานหลายวัน อาจกินเพียง 3-5 วันก็พอ แต่ถ้ายังกำเริบอยู่บ่อยหรือปล่อยให้มีอาการอยู่นานหลายวัน ก็อาจจำเป็นต้องกินนานเท่าครั้งแรก
 
 
ผู้ป่วยจำเป็นต้องปฏิบัติตัวในการป้องกันไม่ให้โรคกำเริบอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง ก็สามารถทำให้ปลอดจากอาการและภาวะแทรกซ้อน แต่ถ้าอาการกำเริบก็ต้องกินยารักษาเป็นครั้งคราวไปเรื่อยๆ
ในรายที่กินยาไม่ได้ผลหรือมีภาวะแทรกซ้อนก็อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดซ่อมแซมหูรูดด้วยวิธีส่องกล้องเข้าช่องท้อง (laparoscopic fundoplication) หรือวิธีอื่นๆ (ซึ่งมีการวิจัยอยู่หลายวิธี)
 
 
 ? ภาวะแทรกซ้อน
หากปล่อยให้เป็นเรื้อรังนานๆ บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ที่พบบ่อยก็คือ หลอดอาหารอักเสบ (esophagitis) ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกเวลากลืนอาหาร หากไม่ได้รับการรักษา ต่อมาอาจกลายเป็นแผลหลอดอาหาร (esophageal ulcer) ผู้ป่วยอาจมีอาการเลือดออก เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำในที่สุดอาจเกิดภาวะหลอดอาหารตีบ (esophageal stricture) ผู้ป่วยจะมีอาการกลืนอาหารลำบาก อาเจียนบ่อย จำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้เครื่องมือถ่างหลอดอาหารเป็นครั้งคราว ถ้าเป็นมากอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
 
ผู้ป่วยบางรายอาจมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุหลอดอาหารจนกลายเป็น หลอดอาหารบาร์เรตต์ (Barrettžs esophagus) ซึ่งสามารถวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องลงไปที่หลอดอาหารและนำชิ้นเนื้อไปพิสูจน์  ผู้ป่วยที่มีภาวะนี้มีโอกาสเป็นมะเร็งหลอดอาหารประมาณร้อยละ 2-5  ซึ่งจะมีอาการเจ็บเวลากลืนอาหาร กลืนลำบาก อาเจียนบ่อย น้ำหนักลด
 
ในรายที่มีกรดไหลย้อนถึงคอหอยและหลอดลมก็อาจทำให้กลายเป็นคออักเสบ หลอดลมอักเสบ (เจ็บคอ ไอเรื้อรัง) กล่องเสียงอักเสบ (เสียงแหบ ตรวจพบสายเสียงบวมแดง) โรคหืดกำเริบบ่อย เนื่องจากน้ำย่อยไหลเข้าไประคายเคืองต่อหลอดลม
 
ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่ ปอดอักเสบ จากการสำลักน้ำย่อยเข้าไปในปอด (aspiration pneumonia) ซึ่งพบบ่อยในทารกอายุ  1-4  เดือน นอกจากนี้ โรคนี้ยังเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดโรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง และผิวฟันกร่อนจากการกัดของน้ำย่อยเป็นเวลานาน
 
 
 ? การดำเนินโรค
ถ้าได้รับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ และอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องก็จะช่วยให้โรคทุเลาหรือหายดี แต่หลังหยุดยาอาจกำเริบได้เป็นครั้งคราวก็ต้องคอยกินยาเป็นครั้งคราวตามอาการที่กำเริบ (สำหรับสตรีที่ตั้งครรภ์ หลังคลอดอาการก็อาจหายไปได้เอง)
แต่ถ้าปล่อยปละละเลย ไม่กินยา ไม่ยอมปฏิบัติตัวก็มักจะเป็นรุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
 
 
 ? การป้องกัน
ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน จำเป็นต้องคอยป้องกันไม่ให้โรคกำเริบด้วยการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องอย่างจริงจังและต่อเนื่อง (ดูหัวข้อ "การดูแลตนเอง")
 
 
 ? ความชุก
โรคนี้พบได้บ่อย นับเป็นสาเหตุอันดับแรกๆ ของผู้ที่มีอาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก พบได้ประมาณร้อยละ 10-15 ของผู้ที่มีอาการดังกล่าว พบมากใน     คนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจพบในเด็กเล็กและคนหนุ่มสาวได้ พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า
 
 
ลมบ้าหมู
 
ลมบ้าหมู หมายถึง โรคลมชักชนิดหนึ่งที่มีอาการเป็นลมหมดสติ และชักกระตุกทั้งตัว ซึ่งจะเป็นอยู่นานไม่กี่นาที แล้วฟื้นคืนสติได้เอง มักจะมีอาการเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ผู้ที่มีอาการของโรคนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องต่อเนื่อง ผู้ป่วยก็จะสามารถดำเนินชีวิตเช่นคนปกติทั่วไป แต่ถ้าขาดการรักษา ปล่อยปละให้เกิดอาการชักบ่อยๆ ก็อาจได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุขณะเกิดอาการ เช่น ตกจากที่สูง จมน้ำ รถชน เป็นต้น
 
 
*ชื่อภาษาไทย : ลมบ้าหมู ลมชัก
 
 
* ชื่อภาษาอังกฤษ  : Epilepsy, Grand mal 
 
 
* สาเหตุ :
ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยตรวจไม่พบสาเหตุชัดเจน เชื่อว่ามีความ พร่องของสารเคมีบางอย่างในการควบคุมกระแสไฟฟ้าในสมอง (โดยที่โครงสร้างของสมองเป็นปกติดี) ทำให้การทำหน้าที่ของสมองเสียความสมดุล มีการปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าอย่างผิดปกติของเซลล์สมอง กระตุ้นให้เกิดอาการชัก และหมดสติชั่วขณะ ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 5-20 ปี และอาจมีประวัติว่ามีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย
 
ส่วนน้อยอาจเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างสมอง (เช่น สมองพิการแต่กำเนิด สมองได้รับกระทบกระเทือนระหว่างคลอด สมองพิการภายหลังการติดเชื้อ แผลเป็นในสมองหลังผ่าตัด ฝีในสมอง เนื้องอกในสมอง โรคพยาธิในสมอง เลือดออกในสมอง) ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ โรคพิษสุรา ยาเสพติด (เช่น การเสพยาบ้าเกินขนาด) พิษจากการใช้ยาบางชนิดที่ใช้เกินขนาด เป็นต้น มักพบว่ามีอาการชักครั้งแรกในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ และมีคนอายุมากกว่า25 ปี
 
 
 
* อาการ :
ผู้ป่วยอยู่ๆ ก็มีอาการหมดสติ เป็นลมล้มพับกับพื้นทันทีทันใด พร้อมกับมีอาการกล้ามเนื้อเกร็งทั้งตัว หายใจลำบาก หน้าเขียว ซึ่งจะเป็นอยู่นานไม่กี่วินาทีถึง 20  วินาที ต่อมาจะมีอาการชักกระตุกของกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายเป็นระยะๆ และมีอาการตาค้าง ตาเหลือก ในระยะแรกมักจะชักถี่แล้วค่อยๆ ลดลงตามลำดับ จนกระทั่งหยุดกระตุก ในช่วงนี้จะมีอาการน้ำลาย ฟูมปาก และอาจมีเลือดออกจากการกัดถูกริมฝีปาก หรือลิ้นตัวเอง อาจมีอาการปัสสาวะหรืออุจจาระราดร่วมด้วย
 
อาการชักจะเป็นอยู่นานประมาณ 1-3 นาที (บางรายอาจนาน 5-15 นาที) แล้วฟื้นสติตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกมึนงง อ่อนเพลีย บางรายอาจม่อยหลับไปนานเป็นชั่วโมงๆ
 
ผู้ป่วยมักจะจำไม่ได้ว่าตัวเองล้มลง
หลังจากม่อยหลับและตื่นขึ้นมาแล้ว อาจมีอาการ ปวดศีรษะ มึนงง สับสน อ่อนเปลี้ยเพลียแรง หาวนอน ลืมตัว และอาจทำอะไรที่ตัวเองจำไม่ได้ในภายหลัง
บางรายอาจมีอาการเตือนหรือออรา (aura) นำมาก่อนจะหมดสติ เช่น แขนหรือขาชาหรือกระตุกเพียงข้าง หนึ่ง หรืออาจเห็นแสงวาบ ได้กลิ่น รส หรือได้ยินเสียงดังๆ หรือมีความรู้สึกกลัวอย่างไม่มีเหตุผล เป็นต้นผู้ป่วยอาจเกิดอาการชักในเวลากลางวันหรือ หลังเข้านอนตอนกลางคืนก็ได้ บางรายเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุกระตุ้น บางครั้งก็พบสาเหตุที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยชัก เช่น อดนอน หิวข้าว กินอาหารมากเกินไป ทำงานเหนื่อย เกินไป คิดมาก ดื่มสุรา กินยากระตุ้นประสาท ท้องผูก มีประจำเดือน มีไข้สูง อยู่ในสถานที่ที่มีเสียงอึกทึกหรือมีแสงจ้าหรือแสงวอบแวบ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ การหายใจเข้าออกเร็วๆ เป็นต้น
  
 
* การแยกโรค :
อาการเป็นลมหมดสติ และชักกระตุก อาจมีสาเหตุอื่น เช่น
 
โรคติดเชื้อของสมอง (เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ) ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ อาเจียน ซึม ต่อมาจะไม่ค่อยรู้สึกตัว และชักกระตุก
 
 ชักจากไข้ พบในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 5 ขวบ เด็กจะมีไข้ และชักกระตุกนาน 2-3 นาที (ไม่เกิน 5-15 นาที) แล้วฟื้นสติ เป็นปกติได้อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีอาการหมดสติและชัก กระตุก ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดๆ ควรจะรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาตามสาเหตุ
 
 
 
* การวินิจฉัย :
แพทย์มักจะส่งตรวจพิเศษเพื่อการวินิจฉัยที่แน่ชัด เช่น การตรวจคลื่นสมอง หรืออีอีจี (electroencephalogram หรือ EEG) การเจาะหลัง (lumbar puncture) การถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
 
  
 
* การดูแลตนเอง :
1. เมื่อพบผู้ป่วยมีอาการหมดสติและชักกระตุก ควรให้การปฐมพยาบาลก่อนส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ดังนี้
(1.) ป้องกันอันตราย หรือการบาดเจ็บ โดยให้ผู้ป่วยนอนอยู่ในพื้นที่โล่งและปลอดภัย ไม่มีสิ่งกีดขวางหรือระเกะระกะอยู่ข้างกาย (ถ้ามีข้าวของที่อยู่รอบบริเวณ ผู้ป่วยควรเคลื่อนย้ายออกไป) ระวังการตกจากที่สูง และให้อยู่ห่างจากน้ำและไฟ
 
(2.) ปลดเสื้อผ้า เข็มขัด เครื่องแต่งกายให้หลวม
 
(3.) จับผู้ป่วยนอนในท่าตะแคง เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง (โดยการผลักลำตัวผู้ป่วย ไม่ใช่การดึงแขนผู้ป่วย อาจทำให้ไหล่หลุดได้) ให้ผู้ป่วยหนุนหมอนหรือผ้าห่ม
 
(4.) ถ้ามีเศษอาหาร เสมหะ หรือฟันปลอม ให้นำออกจากปาก ถ้าผู้ป่วยใส่แว่นตาควรถอดออก
 
(5.) อย่าใช้วัตถุ (เช่น ไม้ ด้ามช้อน ปากกา ดินสอ) สอดใส่ปากผู้ป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้กัดลิ้น เพราะนอกจากไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรแล้ว ยังอาจทำให้ปากและฟันได้รับบาดเจ็บได้
 
(6.) อย่าผูกหรือมัดตัวผู้ป่วย อาจทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บได้
 
(7.) อย่าปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ตามลำพัง จนกว่าจะหายเป็นปกติ
 
(8.) อย่าให้ผู้ป่วยกินอะไรระหว่างชัก หรือหลังชักใหม่ๆ อาจทำให้ผู้ป่วยสำลักได้
 
 
 
2. เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคลมบ้าหมู ผู้ป่วยควร รู้จักดูแลตนเอง ดังนี้
 
(1.) การใช้ยา ควรปฏิบัติดังนี้
 
 กินยากันชักทุกวัน ตามขนาดที่แพทย์แนะนำ ควรทำบันทึกการกินยาและการนัดของแพทย์เพื่อกันลืม
 
 อย่าหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนขนาดยา หรือซื้อยากินเอง
 
 ถ้าลืมกินยาไปเพียงมื้อเดียวหรือวันเดียว ให้เริ่มกินในมื้อต่อไปตามปกติ
 
 หลีกเลี่ยงการใช้ยาชนิดอื่นร่วมกับยากันชัก โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพราะยาบางชนิดอาจต้านฤทธิ์ยากันชัก ทำให้อาการชักกำเริบได้ บางชนิดอาจเสริมฤทธิ์ยากันชัก ทำให้เกิดพิษขึ้นได้
 
 ควรสังเกตผลข้างเคียงที่เกิดจากยากันชัก เช่น อาการมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน เดินเซ ผื่นคัน ผิวหนังพุพอง เหงือกบวม ดีซ่าน มีไข้ เป็นต้น ถ้าพบ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม บางกรณีแพทย์อาจต้องทำการตรวจเลือดประเมินผลข้างเคียงต่อตับ ไต เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เป็นระยะ
 
 ยากันชักบางชนิดอาจต้านฤทธิ์ยาเม็ดคุมกำเนิด ทำให้คุมกำเนิดไม่ได้ผลบาง ชนิดอาจมีผลทำให้ทารกในครรภ์พิการ หรือแท้งได้ ผู้ป่วยที่กินยาคุมกำเนิดหรือมีแผนที่จะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้การดูแลที่เหมาะสมต่อไป เช่น ในรายที่กินยาโซเดียมวาลโพรเอต หรือคาร์บามาซีพีน แพทย์จะให้ผู้ป่วยกินยาเม็ดกรดโฟลิก (folic acid) ขนาด 1 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่ระยะก่อน ตั้งครรภ์และขณะตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดความพิการทางระบบประสาท (neural tube defect)
 
 หากตั้งครรภ์ หรือเจ็บป่วยอย่างอื่น ควรแจ้งให้แพทย์ที่รักษาทราบ และนำยาที่กินอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วย
 
 ในกรณีที่เปลี่ยนสถานที่รักษา ควรนำประวัติและยาที่กินอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วย
 
 
(2.) เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจนควบคุม โรคได้แล้ว ผู้ป่วยสามารถทำงาน เรียนหนังสือ เล่นกีฬา หรือออกสังคมได้ตามปกติ รวมทั้งสามารถแต่งงานได้
 
(3.) ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วย เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการชัก ผู้ป่วยควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าอดนอน อย่าทำงานเหนื่อยเกินไป อย่าใช้ความคิดมาก หลีกเลี่ยง การกระทบกระเทือนทางจิตใจ อย่าอดอาหาร ระวังอย่าให้ท้องผูก ห้ามดื่มแอลกอฮอล์หรือกินยากระตุ้นประสาท อย่าเข้าไปในที่ที่มีเสียงอึกทึก หรือมีแสงจ้า แสงวอบแวบ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดอาการชักได้ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการกระทำและสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงอันตราย เช่น ว่ายน้ำ ปีนขึ้นที่สูง อยู่ใกล้ไฟ ใกล้น้ำ ทำงานกับเครื่องจักร ขับรถ ขับเรือ เดินข้ามถนนตามลำพัง เป็นต้น ถ้าจำเป็นต้องว่ายน้ำ ควรมีคนอื่นอยู่ด้วยตลอดเวลา
 
ในบางประเทศจะอนุญาตให้ผู้ป่วยมีใบขับขี่ได้ เมื่อปลอดจากอาการชักแล้วอย่างน้อย 1 ปี
 
(4.) ผู้ป่วยควรเปิดเผยให้เพื่อนที่ทำงานหรือที่โรงเรียนทราบถึงโรคที่เป็น เพื่อว่าเมื่อเกิดอาการชักจะได้ไม่ตกใจ และหาทางช่วยเหลือให้ปลอดภัย พ่อแม่ ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงควรมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของโรคและวิธีช่วยเหลือผู้ป่วย ไม่ควรแสดงความรังเกียจ ควรให้กำลังใจผู้ป่วย และให้เข้าร่วมกิจกรรมในชีวิตประจำวันเช่นคนอื่นๆ
 
 
 
* การรักษา  :
แพทย์จะให้การรักษา ดังนี้
 
1. เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคลมบ้าหมูชนิดที่มีสาเหตุ (เช่น เนื้องอกสมอง เลือดออกในสมอง) ก็จะให้การแก้ไขตามสาเหตุ (เช่น ผ่าตัด) และอาจจำเป็นต้องให้ ผู้ป่วยกินยากันชักร่วมด้วย
 
2. ส่วนในรายที่เป็นลมบ้าหมูชนิดที่ตรวจไม่พบสาเหตุ หากเคยชักมาเพียง 1 ครั้ง มักจะแนะนำให้ ผู้ป่วยปฏิบัติตัว หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการ และเฝ้าดูอาการต่อไป โดยยังไม่ให้ยารักษา เนื่องเพราะผู้ป่วย กลุ่มนี้อาจไม่มีอาการชักอีกตลอดไป (โอกาสชักซ้ำพบได้ประมาณร้อยละ 30-60) ซึ่งไม่คุ้มกับผลข้างเคียงจากยา
 
แพทย์จะพิจารณาให้ยากันชักแก่ผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบซ้ำครั้งที่ 2 โดยเริ่มจากยากันชักขั้นพื้นฐาน (ได้แก่ ฟีโนบาร์บิทาล และเฟนิโทอิน) โดยจะเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่งก่อน ซึ่งจะค่อยๆ ปรับขนาดยา ทีละน้อยจนสามารถควบคุมอาการได้ ถ้าไม่ได้ผลก็จะเปลี่ยนไปใช้ยาพื้นฐานอีกชนิดหนึ่งแทน ถ้ายังไม่ได้ผล ก็อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ยากันชักขั้นสูง เช่น โซเดียมวาลโพรเอต (sodium valproate) คาร์บามาซีพีน (carbama-zepine) โทพิราเมต (topiramate) เป็นต้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดอาการ กำเริบด้วยยาเพียงชนิดเดียว มีน้อยรายที่อาจต้องให้ยาควบกันตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป เมื่อปรับยาจนสามารถควบคุมโรคได้แล้ว ผู้ป่วย จะต้องกินยาในขนาดนั้นไปเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายปีจนปลอดจากอาการชักแล้ว 2-3 ปี (สำหรับเด็ก) และ 5 ปี (สำหรับผู้ใหญ่) จึงเริ่มหยุดยา โดยค่อยๆ ลดลงทีละน้อย ห้ามหยุดยาทันที อาจทำให้เกิดโรคลมชักต่อเนื่องเป็นอันตรายได้
 
เมื่อลดยาหรือหยุดยาแล้ว กลับมีอาการชักใหม่ (พบได้ประมาณร้อยละ 25 ในเด็ก และร้อยละ 40-50 ในผู้ใหญ่) ก็จะกลับไปใช้ยาตามขนาดเดิมใหม่ ส่วนในรายที่เคยควบคุมอาการได้ดี แต่ต่อมา กลับมีอาการชัก ทั้งๆ ที่ไม่ได้ปรับลดยาลง แพทย์ก็อาจจำเป็นต้องเพิ่มขนาดยาหรือปรับเปลี่ยนยาใหม่ จนกว่าจะควบคุมอาการได้
 
3. ในรายที่ใช้ยารักษาไม่ได้ผล หรือทนต่อผลข้าง-เคียงไม่ได้ อาจต้องส่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำ การตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีที่ซับซ้อนขึ้น และอาจต้องรักษา ด้วยการผ่าตัดสมอง หรือใช้เครื่องกระตุ้นประสาทสมอง
 
 
 
* ภาวะแทรกซ้อน  :
อาการหมดสติ ล้มฟุบ และชัก อาจทำให้ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บ เช่น บาดแผลตามร่างกาย แผลจากการกัดลิ้นตัวเอง กระดูกหัก ศีรษะได้รับบาดเจ็บ เป็นต้นข้อสำคัญคือ อาจทำให้ได้รับอุบัติเหตุขณะขับรถ ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ขณะเล่นน้ำหรือว่ายน้ำ ปีนป่ายหรืออยู่ในที่สูง อยู่ใกล้เตาไฟ น้ำร้อนหรือของร้อน ซึ่งอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงถึงตายได้อาจทำให้เกิดการสำลักเศษอาหารลงปอด เกิดปอดอักเสบได้ผู้ที่มีอาการชักบ่อย อาจทำให้มีอุปสรรคต่อการทำกิจวัตรประจำวัน การเรียนหนังสือ และการทำงานได้ในรายที่เป็นโรคลมชักต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที ก็อาจตายหรือพิการได้ ภาวะนี้มีอัตราตายถึงร้อยละ ๑๐-๒๐ผู้ที่เป็นโรคลมชักรุนแรงบางรายอาจเกิดภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (sudden unexpected death in epilepsy) ขณะมีอาการกำเริบ แม้แต่เกิดอาการขณะอยู่ในที่ที่ปลอดภัย (เช่น บนเตียงนอน) ก็ตาม สันนิษฐานว่าเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) และภาวะขาดอากาศหายใจ (suffocation) ขณะชัก มักเกิดกับผู้ที่ยังควบคุมอาการชักไม่ได้ผลดีและมีการขาดยารักษาส่วนความบกพร่องทางอารมณ์และสติปัญญาที่พบในผู้ป่วยโรคลมชักบางรายนั้น มักไม่ได้เป็นผลจากโรคลมชักโดยตรง แต่เกิดจากสาเหตุหรือความผิดปกติทางสมองที่พบร่วมกับโรคลมชัก
 
  
 
* การดำเนินโรค  :
ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและต่อเนื่องตามระยะที่แพทย์แนะนำ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถควบคุม อาการได้ดี และดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
 
ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องรับยานานอย่างน้อย 2-3 ปี (สำหรับเด็ก) หรือ 5 ปี (สำหรับผู้ใหญ่) บางรายอาจต้องกินยาควบคุมอาการไปตลอดชีวิตส่วนผู้ป่วยที่เคยกินยาแล้วได้ผล แต่ขาดยา (หยุดยากิน) ทันที ก็อาจเกิดอาการชักติดต่อกันนาน 20-30 นาที หรือชักซ้ำๆ หลายครั้งติดๆ กัน เรียกว่า โรคลมชักต่อเนื่อง (status epilepticus) ซึ่งจัดว่าเป็นภาวะร้ายแรงชนิดหนึ่ง
 
  
 
* การป้องกัน  :
โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมีอาการชักเกิดขึ้นแล้ว ควรหาทางป้องกันไม่ให้อาการกำเริบขึ้น ด้วยการกินยากันชักตามขนาดที่แพทย์แนะนำ และผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ
 
 
 
 * ความชุก  :
โรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ 0.5-1  ของประชากร ทั่วไป พบได้ในคนทุกอายุ แต่มักจะพบเป็นครั้งแรกในช่วงอายุ 5-20  ปี
 
 
ไข้หวัดหมูเรียบเรียงจาก http://www.cdc.gov
 
 
 Q   :    ไข้หวัดหมูคืออะไร
A   :    ชื่อเรียกในปัจจุบันใช้คำว่า Influenza A (H1N1) หรืออาจเรียก Swine-Origin Influenza A (S-OIV) ถ้าแยกรายละเอียดของไข้หวัดใหญ่ จะแบ่งเป็น 3 สายพันธุ์ใหญ่ๆ คือ type A, B และ C โดย type C จะพบน้อยที่สุด ในวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่โดยทั่วไปจะมีสายพันธุ์ A และ B. 
 
ในสายพันธุ์ A ยังแบ่งย่อยลงไปอีกเป็น subtype โดยแยกตามชนิดของ viral surface proteins ซึ่ง พบว่าสายพันธุ์ H1N1 และ H3N2 จะพบได้บ่อยกว่าชนิดอื่นและติดต่อในคนสู่คนได้.
 
 
 Q   :    ทำไมถึงเรียกว่า ไข้หวัดหมู (Swine flu)
A   :    เนื่องจากพบว่า มี gene บางตัวในไวรัสชนิดใหม่นี้ เหมือนกับ gene ที่พบใน influenza ที่เกิดขึ้นในหมู อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบว่ามีหมูติดเชื้อด้วยไวรัสชนิดนี้.
 
 
 Q   :    ถ้าติดเชื้อในคนจะมีอาการเป็นอย่างไรบ้าง ติดต่อได้อย่างไร
A   :    อาการโดยทั่วไปเป็นเหมือน flu-like โดยมีระยะฟักตัว (Incubation period) ประมาณ 2 วันได้แก่ ไข้ ไอ ปวดศีรษะและกล้ามเนื้อ อาจมีอาการเจ็บคอหรือมีน้ำมูก บางครั้งอาจมีคลื่นไส้อาเจียนหรือท้องเสียได้ อาการอาจรุนแรงมากขึ้นได้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง (high risk) ซึ่งได้แก่
 - คนชรา.
 - เด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี.
 - หญิงมีครรภ์.
 - ผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายอย่าง.
 - ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง.
 
การติดต่อ โดยการสัมผัสโดยตรงกับสารน้ำ หรือสารคัดหลั่งที่มีเชื้ออยู่ เช่น ละอองจากการไอ จาม หรือสัมผัสโดยตรงกับผู้ติดเชื้อ เช่น การกอด หรือ  จับมือ. 
 
การติดต่อที่ถูกเข้าใจผิดบ่อยๆ พบว่าในปัจจุบันยังไม่พบการติดต่อระหว่างหมูมาสู่คน รวมทั้งยังไม่พบการติดต่อ จากการรับประทานเนื้อหมู หรือการดื่มน้ำที่สะอาดแต่อย่างใด.
 
 
 
Q   :    ระยะติดต่อในคนนานขนาดไหน
A   :    ประมาณ 1 วันก่อนผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการจนถึงประมาณ 7 วัน หลังจากเริ่มมีอาการป่วยรวมๆ คือประมาณ 8 วัน ซึ่งเหมือนกับที่พบใน seasonal influenza ทั่วไป อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่า เด็กที่ติดเชื้อ จะมีระยะติดต่อที่นานขึ้นกว่าที่พบในผู้ใหญ่.
 
พบว่า influenza virus สามารถมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2-8 ชั่วโมงบนพื้นผิว หรือบนวัสดุต่างๆ อย่างไรก็ดี สามารถทำลายเชื้อเหล่านี้ได้ไม่ยาก ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้
 - ใช้ความร้อนสูง 75-100 องศาเซลเซียส.
 - ยาฆ่าเชื้อโรคทั่วไป (antiseptics) เช่น สบู่, คลอรีน, Hydrogen peroxide, alcohol, iodine.
 
 
 
Q   :    การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างไร
A   :    อาศัยอาการและอาการแสดงดังกล่าว รวมกับการตรวจพิสูจน์ทราบว่าติดเชื้อตัวนี้ โดยอาจแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้
 
1. Confirmed case หมายถึงผู้ที่มีอาการของ acute febrile respiratory illness และมีการตรวจพบทางห้องปฏิบัติการของ S-OIV โดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้
  - Realtime RT-PCR ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง.
  - Viral culture.
 
2. Probable case หมายถึงผู้ที่มีอาการของ acute febrile respiratory illness และมีการตรวจพบทางห้องปฏิบัติการของ influenza A แต่ negative สำหรับ H1 และ H3 โดยวิธี influenza RT-PCR.
 
3. Suspected case หมายถึงผู้ที่มีอาการของ acute febrile respiratory illness และมีonset ของอาการ
 - ภายใน 7 วันที่มี close contact กับผู้ติดเชื้อ S-OIV (confirmed cases) โดย close contact หมายถึงการอยู่ในระยะห่างไม่เกิน 6 ฟุตกับผู้ติดเชื้อ S-OIV (confirmed cases) ซึ่งอยู่ในระยะที่ติดต่อหรือแพร่เชื้อได้.
 - ภายใน 7 วันที่มีการเดินทางไปยังสถานที่หรือประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ S-OIV (confirmed cases).
 - อาศัยอยู่ใน community ที่มีผู้ติดเชื้อ S-OIV (confirmed cases).
 
 
 Q   :    การรักษาทำได้อย่างไรบ้าง
A   :   สำหรับยาต้านไวรัสโดยตรง ปัจจุบันมีอยู่สองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่ม Anamantanes ได้แก่ยา amantadine และ remantadine และกลุ่มที่เป็น inhibitor ของ influenza neuraminidase เช่น oseltamivir และ zanamivir สำหรับเชื้อตัวนี้จะไวต่อยาในกลุ่ม neuraminidase โดยยาจะช่วยทำให้อาการไม่มาก และหายจากอาการป่วยได้เร็วขึ้น และยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยแนะนำให้เริ่มใช้ยาเร็วที่สุดหลังจากเริ่มมีอาการของโรค และไม่ควรเกิน 48 ชั่วโมงหลังจากมีอาการจึงจะได้ผลดีที่สุด ให้ใช้ยานานประมาณ 5 วัน
 
ขนาดยาที่แนะนำในผู้ใหญ่ คือ
Oseltamivir (75 มก.) 1 capsule oral bid  นาน 5 วัน.
 Zamamivir (5 มก. inhalation) 10 มก. inhalation bid นาน 5 วัน.
 
 
 Q   :    การป้องกันทำได้อย่างไรบ้าง
A   :    ในปัจจุบันยังไม่มี vaccine สำหรับป้องกันไวรัสชนิดใหม่ตัวนี้ อย่างไรก็ตามมีคำแนะนำเพื่อ ช่วยป้องกันการติดเชื้อมาสู่ตัวเรา และป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น (ในกรณีป่วย) ดังนี้
 
- ปิดปากและจมูกทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม. 
 
- ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากใช้มือปิดปากและจมูก หลังจากการไอหรือจาม อาจใช้กลุ่ม alcohol-based hand cleaner ก็ได้.
 
- หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสบริเวณตา จมูกและปากบ่อยๆ. 
 
- หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ (close contact) กับผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ.
 
- ถ้าป่วยหรือติดเชื้อ ให้อยู่บ้าน เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น นานอย่างน้อย 7 วันหลังจากเริ่มมีอาการ หรือหายจากอาการป่วย (Symptom free) อย่างน้อย 24 ชั่วโมง. 
 
- คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ facemask หรือ respirators มีดังนี้
   i. หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่นหรือชุมนุมชนหรืออยู่ในที่ที่เป็น close contact กับผู้ติดเชื้อ S-OIV ถ้าจำเป็นขอให้ใช้เวลา     ให้สั้นที่สุด.
   ii. Facemask แนะนำให้ใช้ในกรณีที่ ต้องเข้าไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่นหรือชุมนุมชน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากละอองการไอ จามของ ผู้อื่น และยังป้องกันไม่ให้ละอองการไอ จามของเราไปปนเปื้อนผู้อื่นด้วยเช่นกัน.
  iii.  Respirator หมายถึง mask N 95 (ภาพที่ 1) หรือกลุ่มของ higher filtering facepiece respirator แนะนำให้ใช้ในกรณีที่ต้องสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ S-OIV เช่น บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่เป็นญาติพี่น้องร่วมบ้านเดียวกับผู้ติดเชื้อ.
 
 
ในกรณีของ viral chemoprophylaxis มีคำแนะนำผู้สมควรได้รับดังนี้
 
1. ผู้ที่สัมผัสโรค (confirmed/probable case)แบบ close contact ในช่วงที่เป็นระยะติดต่อและเป็น high risk group.
 
2. บุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสโรค (confirmed/probable case) แบบ close contact ในช่วงที่เป็นระยะติดต่อและไม่ได้ใช้อุปกรณ์ในการป้องกันอย่างเหมาะสม.
 ในกรณีที่เป็น pre-exposure แนะนำให้ใช้ยาตั้งแต่ช่วงที่เริ่มสัมผัสกับโรค และนาน 10 วันหลังจากพ้นระยะที่สัมผัสโรค.
 
สำหรับ post-exposure ให้ใช้ยาทันทีและนาน 10 วันหลังจากพ้นระยะที่สัมผัสโรค
ขนาดยาที่แนะนำให้ใช้
Oseltamivir (75 มก.) 1 capsule oral วันละครั้ง.   
Zamamivir (5 มก. inhalation) 10 มก. inhalation วันละครั้ง.
 
 
 
บรรณาธิการและผู้นิพนธ์
วีรพัฒน์ สุวรรณธรรมา พ.บ. ภาควิชาศัลยศาสตร์ 
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล รามาธิบดี, มหาวิทยาลัยมหิดล 
 
 
 
ภาวะถุงน้ำดีทะลุ (Gallbladder perforation)
อัพเดทล่าสุด: 2 เมษายน 3097 อ่านแล้ว: 1,910

เพิ่มไลน์ที่นี่


วิธีเพิ่มไลน์
เนื่องจากมีท่านลูกค้าติดต่อทางไลน์เป็นจำนวนมาก ต้องขออภัยหากไม่สมารถตอบท่านได้ทันที แต่อย่างไรก็ตามจะพยามตอบให้เร็วที่สุดครับ
ธนาคารกสิกรไทย
ธนาคารกรุงเทพ เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน
ธนาคารไทยพาณิชย์... ธนาคารที่คุณเลือก
ธนาคารออนไลน์ - บมจ.ธนาคารกรุงไทย
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ป้ายหนึ่งมาก,มกมก